เพื่อนอย่าอกหักบ่อยทรัพยากรจะสิ้นเปลือง
ลุ่มหลงจนเผลอคิดไปว่าเพียงเราคนเดียว
ออกดั้นด้น เพื่อจะยืนอยู่ตรงใจกลาง
ในความไพศาล ฉันสบตาตัวเองอย่างเงียบๆ เมื่อหาทางออกไม่เจอ
หัวใจของเธอมีจินตภาพใดติดตรึงอยู่
ความสุขสมบูรณ์หรือคือสิ่งมีค่าสูงสุด
ในค่ายคูประตูใจยังมีสิ่งใดขวากกั้น
โลกของเธอหล่อเลี้ยงและขับกล่อมด้วยบทเพลงอันใด
ออกมาหา เดินไปหา เพื่อจะเป็นส่วนหนึ่งของทุกสิ่ง
บนศาลาฉันเตรียมมาลาและสุราไว้รอเธอฯ
มองด้วยใจ
ฉันเคยต้องเผชิญกับความสูญเสียอันไม่อาจแก้ไขหรือเรียกกลับคืนมาได้ใหม่ ความรู้สึกคล้ายกับหัวใจสลายไร้ซึ่งเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้มีชีวิตอยู่ ในวัยเยาว์คราวนั้นเห็นทีฉันจะเอาแต่ฟูมฟาย ตีอกชกตัวในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นกับตัวเอง โทษชะตาฟ้าดิน สะอื้นจนน้ำตาไม่มีจะไหล นั่นมันเมื่อครั้งที่ฉันสูญเสียอวัยวะบางอย่างของฉันไปตลอดกาล
เพื่อนของฉันชายหนุ่มร่างผอมเกร็ง ใบหน้าเศร้า ผู้มีแววตาฝันๆ จนฉันไม่รู้ว่าข้างในนั้นจะดำดิ่งลึกลงไปสู่แดนแดนแคว้นใด ความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับเพื่อนในวันนี้สุดจะประเมิน ขณะที่ฉันกระเซอะกระเซิงในเงาคอนกรีต ข่าวเรื่องการเสียชีวิตของแม่เพื่อนเดินทางล่าช้าเป็นเวลาหนึ่งสัปห์ดาเนื่องด้วยอุปสรรคด้านการสื่อสาร จวบจนการฌาปนณะกิจได้ผ่านเลยไปแล้ว แต่ความอาลัยยังคงอยู่ บรรดาความรู้สึกประเดประดังทั้งมวลเพื่อนจัดการกับความรู้สึกเหล่านั้นอย่างไรหนอ ครั้งโน้นงานศพของพ่อและครั้งนี้งานศพของแม่เพื่อน ฉันคือคนหนึ่งไม่ได้ไปร่วมแสดงความเสียใจและช่วยเหลืองานอะไรสักอย่าง แม้ในอดีตคราวหลังจะได้อาศัยบุญคุณข้าวปลา แต่ฉันกลับกลายเป็นความแปลกหน้าเสียอย่างไม่น่าให้อภัย เพื่อนเอ๋ยในความลึกล้ำลงไปในแววตาคู่นั้น น้ำหนักบนบ่าสองข้างของเพื่อนที่กดทับอยู่นั้นทำไมฉันจึงจะไม่รับรู้ แล้วเพื่อนไม่ยอมแบ่งมาให้ฉันช่วยถือบ้างเสียเล่า จะมีไหมวันที่แววตาเศร้าคู่นั้นจะเผยเรื่องที่ฉันอยากจะแบ่งเบาโดยไม่ต้องกระเทาะทะลายเข้าไปเอง อย่างไรฉันก็ต้องขอแสดงความเสียใจกับความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงเพื่อนในครั้งนี้ ปล่อยวางน้ำหนักที่กดทับลงเสียบ้าง ลูกผู้ชายขนาดนั้นน่าจะบอกสิ่งที่ค้างอยู่ในใจออกมาสักคำ
………..
ธรรมห่อหุ้มอยู่รอบกาย
ชีวิต ความตาย ดั่งทางเดินแคบกับประตูที่เปิดกว้าง
ไม่เคยลงดาน แต่กว้างพอสำหรับทุกสิ่ง
อ้าแขนรับและเคารพเป็นหลักการธรรมดา
คงจะเจ็บปวดแต่มันคือมรรคา
เสียงหัวเราะ ร้องไห้ ภาพเก่าเก่า กับเรื่องราวในวันนี้ที่เป็นอยู่
ความคิดของเพื่อนเลื่อนลอยอยู่หนใด
ติดอยู่ตรงความผูกพันธ์ อาลัยหา หรือเคว้งลอย
เผลอไผล ไม่รู้สติ หรือหมดพลังสรรค์สร้าง
หรือมั่นคง กล้าแกร่งดั่งหินผา ไม่ระย่นย่อท้อต่อชะตา
คืนนี้เพื่อนฝันถึงสิ่งใด มองเห็นสิ่งใด
มนุษย์ สังคม เขาเริงเล่นเช่นการละคร ซับซ้อนย้อนยอก
เพื่อนยืนอยู่ตรงไหน
ในเปลือกหนา ในโลกภายใน เพื่อนวางประตูไว้ที่แห่งใด
ฉันอยู่ตรงนี้เปิดประตูเข้ามาก่อน ให้เราได้พูดคุยกันฯ
เมื่อเสรีจะเตะบอล
…อยากเขียนกลอนเปล่าแต่เขียนกลอนแปดเพื่อเพื่อนร่วมทีม
เขาเลือกตั้งนายกฉันอึดอัด
รอวันนัดพบหน้าบรรดาสหาย
กลิ่นไอดินกลิ่นหญ้ายังติดกาย
กลิ่นเส้นด้ายเสื้อตัวใหม่ยังไม่จาง
ไม่อยากเป็นนายกให้ตกต่ำ
แปดเปื้อนดำคำก่นเป็นคนมีหาง
เสื่อมถึงบรรพชนบนนภางค์
ผู้ฝังร่างลงดินถิ่นเกิดกาย
จึงถือมั่นกีฬาว่าวิเศษ
ชูด้วยเจตนาสามัคคีหมาย
คือปรองดองสองทีมแห่งยอดชาย
เพื่อกำจายศักดิ์ศรีแห่งเสรีชนฯ
26 มิถุนา ขอสดุดีย้อนหลัง
ในหัวใจกวีมีรอยช้ำ
ด่างดำล้างไม่ออกด้วยน้ำเปล่า
ใช้เมรัยชำระให้ดีกรีขัดเกลา
จึงฟอกขาวย้อมสีให้สดใหม่
ในหัวใจกวีมีที่ว่าง
ลึกกว้างโดดเดี่ยวในจักรวาลใหญ่
คือห้วงจินต์พลวัตที่แกว่งไกว
ถวิลหาฝันใฝ่คือแก่นกลาง
ในหัวใจกวีมีเสียงครวญ
อึงอวลไร้ทำนองชัดกระจ่าง
ยถาหรือชะตาใช่ข้ออ้าง
ที่ชี้ทิศนำทางคือเจตจำนงค์
ความเจ็บปวดความช้ำหรือเลวร้าย
ไม่ฟูมฟายยึดยื้อหรือปลดปลง
เป็นฟอนฟืนเติมเชื้อไฟทะนง
มั่นคงมหากวีกานต์คืองานสร้างสรรค์ ฯ
ขวาโดยกำเนิด
ในที่สุดฉันก็สามารถกอบกู้ศักดิ์กลับคืนมาได้อีกครั้ง ด้วยการลาออกจากงานประจำเป็นครั้งที่สองในรอบไม่ถึงครึ่งปี ซึ่งมีคำกล่าวอยู่ว่า “คนที่นินทาเจ้านายเก่าถือว่าคบไม่ได้” ฉันไม่กลัวว่าใครจะไม่อยากคบกับฉันหรือไม่ เพียงแต่ฉันไม่ต้องการจะจาระไนถึงความผิดหวังต่อกันและกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้างซึ่งฉันจะต้องสิ้นเปลืองถ้อยคำผรุสวาทที่ขยายด้วยวิเศษณ์อันยืดยาวเพื่อบรรจุลงไปให้เต็มทุกบรรทัด ฉันสบายดีและมีที่จะไปเพราะฉันเลือกจะไปไหนก็ย่อมต้องได้ ฉันเชื่อเองของฉันอย่างนั้น แม้ความจริงกลับตาลปัตรก็ตามที ฉะนั้นฉันจึงถีบตัวเองขึ้นสู่ความสูงได้อีกครั้งและฉันพึงใจเหลือเกิน
ครั้นแล้วเจ้าความรู้สึกในเชิงอุปมาเช่นว่าปลากระดี่ระเริงชลก็ได้ระเหิดหายไปต่อหน้า โดยที่ฉันไม่สามารถถนอมอารมณ์เช่นนี้เอาไว้ให้ยาวนานออกไป ผลการตรวจสุขภาพที่ฉันถูกเคี่ยวเข็ญให้ไปตรวจก็ส่งมาถึงฉัน หมอพบความผิดปกติบางอย่างและแนะนำให้ตรวจอย่างถี่ถ้วนอีกครั้ง การข่าวครั้งนี้หลงเหลือแต่ร่องของความเหงื่องหงอย ในดวงตาไร้แววเหมือนปลาตายค้างคืนของฉัน
อยู่กับตัวเองในความเงียบ ฉันคิดไปสะระตะร้อยแปดพันเก้า ว่าที่จริงแล้วฉันควรรักษามันให้หายหรือใช้วิถีแบบธรรมชาติไม่แข็งขืนกับประตูตวามตายที่เปิดรออยู่ ฉันเกิดสงสัยว่าการมีชีวิตอยู่กับความตายอย่างไหนควรเสียใจมากกว่ากัน หากถาม คีเคียร์การ์ด ก็คงบอกว่า ไม่ว่าอยู่หรือตายก็ต้องเสียใจอยู่ดี ฉันลังเลและคลางแคลงใจในเรื่องนี้อยู่พอตัวทีเดียวว่าความเสียใจกับเสียดายอย่างไหนมันสาระของเวลาที่เหลืออยู่กันแน่ และความสับสนในเรื่องการบริหารจัดการเวลาที่เหลืออยู่ของฉัน ในกรณีที่เผลอคิดไปว่าชีวิตคงจะอยู่ได้ไม่ยืนยาวจะต้องเป็นไปในทิศทางใด เช่นนั้นฉันจึงเป็นนักคณิตศาสตร์และนักเศรษฐศาสตร์ผู้เคร่งขรึมเสียเท่านั้นเอง
ก่อนจะนอนเป็นช่วงเวลาที่ฉันจะทบทวนถึงการใช้เวลาทำเรื่องราวต่างๆ ในวันนั้นๆ ว่าได้ใช้เวลาไปอย่างคุ้มค่าหรือไม่ บางครั้งก็ชวนให้รู้สึกว่าเครื่องชั่งเกี่ยวกับผลได้และขาดทุนในสำนึกได้เอนเอียงไปบ้าง เพราะจนแล้วจนรอด ฉันก็ยังสามารถสรรหาข้ออ้างมาแก้ต่างให้กับตัวเองได้เสมอ เพื่อให้ความความรู้สึกละอายใจในเรื่องบางเรื่องได้ทุเลาเบาบางลงไป แม้ความจริงมันยังคงอยู่และฝังลึกลงไปกกว่าเก่า
ฉันเกิดหวนประหวัดถึงคำพูดของบัลซัคผู้ยิ่งใหญ่ ท่านว่า “สิ่งที่นโปเลียนไม่อาจพิชิตด้วยกระบี่ ข้าัจักทำให้ลุล่วงด้วยปากกา” เช่นนั้นฉันขอพูดว่า “สิ่งใดที่ทำไม่สำเร็จในชีวิตนี้จะขอทำให้ลุล่วงในชีวิตหน้า”เมื่อสองสัปห์ดาก่อนจู่ๆ เพื่อนที่ที่ทำงานได้เอาหนังสือที่ระลึกในงานศพของใครบางคนมาให้ฉัน ชื่อหนังสือ “ตายแล้วไปไหน” ฉันคิดว่าคนที่ประดิษฐ์คำพูดนี้ให้ความสำคัญกับอนาคต กับโลกหน้ามากเกินไป และละเลยต่อคำถามที่ว่ามนุษย์เกิดมาทำไม
ด้วยเหตุที่ฉันไม่ใช่ศาสดาหรือผู้ห่มคลุมอาภรณ์ของพระสังฆราชองค์ใดจึงไม่จำเป็นต้องเผยแพร่หลักการอันใดเพื่อขยายขี้เท่อ อันรังแต่จะเปล่าเปลืองและบ่อนทำลายผู้ที่พลัดหลงได้อ่านบันทึกนี้เข้า
ระหว่างเดินเท้ากลับจัตุรัสต้นไม้ใหญ่ไปยังโรงพยาบาลเพื่อนั่งรอพบหมอ ฉันเกือบจะถูกรถที่มากจากทางเลี้ยวด้านหลังชนเข้าให้เพราะถูกบังด้วยแผ่นป้ายหาเสียง พอดีกับมีเสียงเรียกจากลุงแก่ๆ คนหนึ่งเรียกไว้เสียก่อน ฉันจึงคลาดภัยมาได้อย่างเฉียดฉิว ฉันยิ้มๆ ลุงแก่คนนี้ชวนคุยหลายประโยค ฉันสอบถามได้ความว่า แก่มาที่สภากาชาดเพื่อรับเอกสารเกี่ยวกับการบริจาคร่างกายของตัวแกเองและภรรยาที่บ้านเพื่อเป็นสาธารณะกุศลแก่คนรุ่นหลังในทางการศึกษา คุณลุงบอกจะอุทิศทั้งร่างกายหาใช่เพียงหัวใจหรืออวัยวะบางอย่าง ฉันเงียบลงชั่วขณะและฉุกคิดขึ้นมาว่า อาการเบื้องต้นเกี่ยวกับไตและหัวใจของฉันช่างเปลือกผิวเสียยิ่งกว่าคราบดำของเม็ดเกาลัด เมื่อเทียบกับระยะเวลายาวนานทีุ่คุณลุงผู้นี้ต่อสู้กับโรคร้ายมาจนอายุเจ็ดสิบสองและตัดสินใจยกสิ่งที่เอาติดตัวไปไม่ได้นี้ให้ผู้อื่น “ตัว”ในที่นี้น่าจะหมายถึงดวงจิตของแก
ใต้หลังคาคลุมกันฝนที่เชื่อมต่อระหว่างอาคารเก่าครั้งสมัยเริ่มก่อตั้งโรงพยาบาลและอาคารรุ่นหลังที่สร้างขึ้นด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ในการซ้อนทับเกี่ยวเนื่องกันระหว่างเก่าและใหม่ ฉันพบว่าห้องหับที่ใช้ในกิจกรรมต่างๆ กระจัดกระจายชนิดที่แยกเข้าพวกไม่ถูก ห้องผู้ป่วยโคม่าอยู่เยื้องร้านค้าและสวัสดิการ ถัดออกไปเป็นห้องเภสัชกรรมอันมีทางเดินเล็กแคบนี้นำผู้คนไปสู่โรงอาหารและห้องน้ำ รวมตลอดห้องอื่นที่ฉันไม่รู้จักซึ่งอาจจะเป็นช่องทางลับบพิเศษที่ฉันคาดไม่ถึง ผสานรามเป็นโรงพยาบาลได้อย่างน่าอัศจจรรย์ราวกับร่างกายของมนุษย์ที่มีกลไกภายในอันซับซ้อน และเช่นเดียวกันบานประตูเล็กๆ ทั้งหลายมีผู้คนทั้งหมอ พยาบาล สาววัยกำดัดมาพบแพทย์เพื่อปรึกษาปัญหาผิวหน้า หนุ่มกระทงผู้กำลังเยียวยาด้านอนามัยเพศชาย คุณพ่อคนใหม่อุ้มลูกน้อมมีภรรยาเดินตาม ผู้ป่วยบางรายที่ต้องหอบหิ้วกันมา ญาติผู้ป่วยอีกหลามหลากเดินทะลุออกมาจากช่องประตูที่ซ่อนอะไรบางอย่างไว้ข้างใน จนระเีบียงทางเดินดังกล่าวเปรียบได้กับเส้นโลหิตลำเลียงเม็ดเลือดไปยังอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย บนทางเดินเล็กแคบแต่เจิดจ้าด้วยแสงแดดทะลุหลังคาโปร่งแสงแห่งนี้ เราสามารถพบเห็นผู้คนได้แทบทุกสาขาอาชีพ ทุกเพศวัยและด้วยกิริยาอาการที่แตกต่างกัน กล่าวอย่างรวบรัดที่แห่งนี้คือที่สังสรรค์ของสังเวชนียอาการทั้งสี่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ล้วนธรรมดาสำหรับสังขาร ฉะนั้นการจะตั้งสมุฏฐานเกี่ยวกับความเป็นนิรันดร์จึงหาได้จำเป็นไม่ หรืออีกนัยหนึ่งความเป็นนิรันดร์ก็คือความไม่เที่ยงอันกอรปอยู่กับทุกรูปนาม
ในชะเลอันผันผวนไปด้วยการกระเพื่อมของคลื่นลมแห่งชีวิต ดูเหมือนว่าหัวใจของฉันได้เป็นบางสิ่งที่มากกว่า”ปั้มเนื้อ”ที่ทำงานหนักเพื่อกล่อมเกลี้ยงเลี้ยงหลอมอวัยวะส่วนอื่น มันเริ่มที่จะสร้างเงื่อนไขและยื่นข้อเสนอเรียกร้อง ในบางค่ำคืนฉันเผลอเอามือกุมทรวงฟังเสียงกระซิบของมัน ด้วยความเป็นเอกเทศและลำพองตัวว่าทำงานหนักกว่าสมอง ในบางครั้งฉันจึงเสมือนไร้ความสามารถที่จะควบคุมมันเอาไว้ได้ และเพื่อจะปฏิเสธข้อเรียกร้องอันเกินพอดีฉันต้องต่อสู้อย่างถึงที่สุด
การได้ยินเสียงเรียกชื่อตัวเองจากเจ้าหน้าที่พยาบาลนั้นไม่เสนาะเท่าถ้อยคำที่ร่วงรินจากริมฝีปากของคนรัก ทุกอย่างในห้องโถงกลางสำหรับนั่งคอยช่างโกลาหลและไม่อาจเปรียบได้กับอะไรเพราะไม่มีอะไรเหมือนโรงพยาบาล สติสัมปชัญญะ อารมณ์และการให้เหตุผลของฉันกองรวมอยู่เป็นเส้นปูดโปนเหนือส้นเท้า
ภายใต้หน้ากากอนามัยสีฟ้าแกมเขียวได้ซ่อนรูปโฉมอันแท้จริงเอาไว้ เมื่อคุณหมอเผยใบหน้าให้เห็นกระจะตา ใบหน้าอันได้รูป จมูกรั้น และริมฝีปากเผยอน้อยๆ คล้ายคนมีเหล็กจัดฟันอยู่ในปากแต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ ฉันมาคิดได้ภายหลังแล้วรู้สึกละอายจริงๆ ที่ไปตีสนิทจนเกินไปเผลอใช้สรรพนาม “คุณ” แทน “คุณหมอ” ถึงแม้ว่าฉันตีสีหน้าจริงจังและด้วยน้ำเสียงอันปราศจากอารมณ์ขัน แต่ก็คงไม่อาจปกปิดความคิดบางอย่างเอาไว้ได้ รู้ทั้งรู้ว่ามันเป็นเหลี่ยมคูที่ตื้นเขินและมันก็หาได้ประสบความสำเร็จแต่อย่างใดไม่ เพราะเธอเลี่ยงที่จะสบตาฉันตรงๆ ในบทเรียนจิตวิทยาเบื้องต้นเธอคงผ่านสิ่งเหล่านี้มาแล้ว และฉันคงเป็นเพียงแบบฝึกหัดบทแรกๆ
เธอประทับฝ่ามือและกดลงบนตำแหน่งต่างๆ ตั้งแต่ช่องท้องถึงทรวงอก ร่วมกับการอ่านฟิล์มเอ็กซ์เรย์และค่ากราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เธอบอกกับฉันว่าหัวใจของฉันได้เคลื่อนที่ไปทางขวาเล็กน้อย ฉันย่อมเชื่อถือตามนั้นเพราะภาพโครงกระดูกสันหลังบนฟิล์มมันบิดงอเป็นรูปทรงคล้ายถั่วงอก และหัวใจของฉันว่างตัวเองอยู่ในช่วงความโค้งนั้น นี่ช่างเป็นข่าวใหม่เพราะฉันไม่เคยสังเกตผลการเอ็กซ์เรย์ในครั้งเข้ามหาลัยมาก่อน หมอบอกฉันจะไม่เป็นไร ไม่จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดหรือให้ยาแต่อย่างใด แต่เกิดข่าวล่ามาใหม่อีกครั้งว่าไตของฉันควรใส่ใจเป็นพิเศษ หมอเตือนเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดืม และข้อควรปฏิบัติต่างๆ ซึ่งจะมีผลกระทบในระยะยาว “ขอบคุณที่เป็นห่วงผม” ฉันนึกบูชาอยู่ในใจและอยากจะเอ่ยออกไปอย่างนั้น
คนที่รักและเป็นห่วงฉันเสมอถามฉันว่าเป็นไปได้หรือไม่ ที่ฉันเป็นคนไม่สมประกอบโดยกำเนิดคนหนึ่ง ชั่ววูบฉันตอบกลับไปอย่างไม่ได้ตรึกตรองเลยว่าตัวเองได้รับรองคำพูดนี้ไปในตัวเรียบร้อยแล้ว “โลกนี้ไม่มีใครสมประกอบหรอก แม้แต่ตาสองข้างของเรายังไม่เท่ากันเลย” ฉันไม่ได้คำนึงถึงข้อที่ว่าความเท่ากันสองข้างหรือไม่เท่ากัน สัมพันธ์กับความพิกลพิการไม่สมประกอบมากน้อยเพียงไร ฉันนึกถึงคำพูดของหมอ “หัวใจของคุณยังใจการได้ดีอยู่” ซึ่งฉันไม่สงสัยในคำพูดนี้เลยสักนิดเดียว
เพื่อปลอบขวัญเพื่อนร่วมทีม
มอบให้กับเหล่าบรุรุษทีม KFC (Krapok Football Club)
……..
มาเตะบอลเพื่อคลายกำหนัดหน่วง
หยาดเหงื่อร่วงกายแกร่งกล้าผลาผล
พลังกระโปกเป็นหนึ่งเข้าหาญผจญ
ยุทธภูมิแห่งมิตรชนหวังชิงชัย
เลือดในกายไหลซ่านดั่งธารหินร้อน
เวียนไหลย้อนเป็นกระแสในแขไข
รอประทุหลากหลั่งจากกลางใจ
เทรดให้บุรุษกล้าเป็นบรรณาการ ฯ
ข่มใจ
เธอเดินเข้ามา ด้วยชุดผ้าชีฟองยาวเหนือเข่าสีดำบางเบา
ลาดไหล่ตลอดจนโคนขา เนินก้นที่เห็นเพียงครึ่งเสี้ยว
เถอะให้ผ่านไปเพียงภาพลวง
ความปรารถนาโชนในดวงตา แผดเผาในกมล
ในความเหลือประมาณมีการข่มใจ
ฉันต่อสู้ พ่ายแพ้ ลุกขึ้นใหม่
สรรหา ศีลธรรมจรรยา มาถือข่ม
บทสวด ธรรมกถา ปาฏิโมกข์
ฉันเคลิ้ม อยู่ในอาการครึ่งนั่งครึ่งนอน
มองเห็นอีกาคล้ายอนงค์หนึ่ง
บินมาเกาะชายคาแล้วพรากทุกอย่างไป
หย่อนไป ไม่ดี
มัวเมาและหลงทาง
หน้าชา แขนชา ฉันถูกตรึงด้วยความคิดบางอย่าง
ฤทธิ์แอลกอฮอล์ สมองฉันหลงลืมเจตจำนง
คิดไม่ตก วกวนอยู่กับความตาย ในความหมายของชีวิต
คล้ายการหาทางออกจากโรงพยาบาลผู้ป่วยทางจิต
หมกมุ่นอยู่กับเส้นสาย ที่ว่าง และคำพูดที่ติดอยู่ริมฝีปาก
ดั่งชายหนุ่มผู้ถอนจูบไม่ขึ้น
ทางตัน “ทีวีเสรี จิต(ร)วิญญาณเสรี เสรีภาพ เจตจำนงเสรี”
มองเห็นรางเลือน ด้วยแววตาขุ่นมัวของคนเมา
ฉันจ้องมอง การเมือง การสงคราม การสังวาส ของเผ่าพันธุ์เดียวกัน
ฉันคงไม่ยืนยงพอจะอยู่ดูโลกผลิบานเป็นดอกฟ้า
บนชานพักบันไดอันจะไต่สู่สรวงสวรรค์
เขาถกเถียงกันถึงสถานการณ์ของโลก
กำลังเกิดวิกฤติด้านอาหาร และประชากร
ในวงข้าว ฉันจะเป็นจุมโพ่ ผู้โรยกระหรี่กัญชาลงในหม้อ
ให้ทุกคนร่ายรำอยู่ในความรื่นรมณ์ฯ
กวีไม่ออก
ฉันตื่นขึ้นมาในเช้าที่ฟ้าหลัว
มันชวนให้ครุ่นคิดถึงหลายหลายเรื่อง
แต่ฉันจำต้องออกไปข้างนอกเพื่อพบปะผู้คนและวิถีชีวิต
ฉันมองเห็น ได้ยิน สัมผัส
สิ่งต่างต่างที่ผู้คนปฏิบัติต่อกัน
ฉันคลื่นเหียนอยากหลบเร้น
ในมุมมืดของห้องแคบ แนบใบหน้าลงกับฝ่ามือทั้งสองข้าง
ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองฟ้าหลัว
ฉันกำลังครุ่นคิดถึงชีวิต
ฉันครุ่นคิดถึงเธอ
ในปัจเจกภาพชีวิตคือเธอ
untitled
…..
ในถ้อยคำที่ว่างเปล่า ฉันเอ่ยทุกกระทงความออกมาอย่างแผ่วเบาด้วยแววตาที่ข่มน้ำตาไว้ไม่อยู่ โดยปราศจากเค้าลางหรือการส่งสัญญาณเตือน น้ำหยดหนึ่งไหลอาบแก้มเป็นสาย ชำแรกผ่านริมฝีปาก น้ำเพียงหยดเดียวมีรสชมเฝือนจนต้องยกมืออีกข้างซึ่งว่างจากการถือกระดาษที่มีร่างข้อความขยุกขยิกปึกหนึ่ง ฉันกำลังลังเลใจอยู่ระหว่างการรวบรวมเรี่ยวแรงและพลังความสามารถที่มีทั้งหมด จัดการทำในสิ่งที่ใจเรียกร้องในเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดจำเขี่ยพร้อมกับหวังว่าตัวเองจะสามารถทำมันออกมาได้อย่างดีที่สุด หรือไม่เช่นนั้นฉันก็ควรจะคิดใหม่ในทางกลับกันเสีย ช่วงเวลาของการนับลมหายใจ วิญญาณของฉันตึงเขม็งดุจสายพิณที่ใกล้ขาด และในการดีดสั่นครั้งสุดท้ายเพื่อกรีดร้องมันจำต้องขาดผึงและไม่อาจต่อขึ้นมาใหม่ได้ มาตรว่าฉันสามารถเพิ่มแขนขาและใบหน้าได้เป็นสักอย่างละสิบ สิ่งที่ฉันกังวลและเป็นทุรนทุรายก็อาจแบ่งเบาลงเหลือสักหนึ่งในสิบ หากฉันไม่เป็นอย่างที่ว่าความทรมานก็จะบี้บดกลายเป็นทศคูณ และในการทรมานย่อมกินไม่ได้แต่ฉันยังจำต้องกลืนมันลงไป ทิวาในเหมันต์ผ่านไปรวดเร็วอย่างที่มันอยากจะเป็น ฉันอยากจะยืดค่ำคืนให้ยาวนานเพื่อชดเชยให้กับการลังเลที่เนิ่นช้า ความลังเลหาได้ตั้งอยู่ระหว่าง “ไม่” หรือ “ใช่” แต่มันตั้งอยู่ในความว่างเปล่าเพื่อรออะไรบางอย่างมาเติมให้เต็ม ฉันรู้สึกเหนื่อยเหลือเกินแต่ก็ไม่สามารถที่จะหยุดนาฏกรรมอันยืดเยื้อนี้ลงได้ เอาล่ะฉันจะค่อยผ่อนลมหายใจ คลายมือทั้งสองข้างออกเสีย ฉันขอนั่งลงสักพักฯ